CRC Café : WORK LIFE BALANCE
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WORK LIFE BALANCE แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WORK LIFE BALANCE แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Work from home ทำงานที่บ้าน

Work from home ทำงานที่บ้าน

ตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนก็อนุญาตให้พนักงานเอางานไปทำที่บ้าน แต่เนื่องจากบ้านไม่ใช่สำนักงานจึงมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ใช่ทุกงานจะทำที่บ้านได้ แต่เพื่อไม่ให้เราต้องตกงาน จึงมีความจำเป็นที่เราต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย เพราะโรคโควิด-19คงยังเป็นปัญหาที่อยู่กับเราไปอีกพักใหญ่ๆ

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี่ในปัจจุบันก็สนับสนุกการทำงานที่บ้านมากขึ้นกว่าในอดีต สัญญาณอินเตอร์เนตดีขึ้นมากๆระดับ 4-5G แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย มี email LINE มีช่องทางการส่งเอกสารได้ทีละมากๆ เช่น google drive การประชุมskype, LINE, ZOOM เป็นไปได้อย่างมากว่ายุคต่อไปเราคงต้องทำงานที่บ้านกันมากขึ้น

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน คือเราไม่เสียเวลาไปกับการเดินทางไปที่ทำงานจากรถติด ซึ่งบางครั้งไป-กลับอาจใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง เรามีอิสระในการทำงานมากขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพราะไม่มีคนคอยมองคอยคุม

ถึงแม้จะทำงานที่บ้าน เราก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานการปฏิบัติของหน่วยงาน หน่วยงานควรมีมาตรฐานการปฏิบัติให้พนักงานปฏิบัติเมื่อใช้บ้านเป็นสำนักงาน (ให้พนักงานทำงานที่บ้าน)

เช่น พนักงานทุกคนต้องเข้าใจวิธีการติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน หน่วยงานจัดทำเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ของเพื่อนร่วมงานและลูกค้าให้พนักงานทุกคน  มีวิธีจะติดต่อกับใครในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งอาจใช้webpage hotline หรือ group เช่น Line group เป็นต้น

พนักงานควรมีการรายงานความก้าวหน้าของงาน อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าจะทำบ้านให้เป็นสำนักงานต้องคิดถึงออะไรบ้าง

พื้นที่ที่จะทำงาน ซึ่งควรมีความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่นั่งทำงานอยู่ก็มีสามี มีลูกๆมาวุ่นวายรอบข้าง ยิ่งหากต้องติดต่อพูดคุยในเรื่องสำคัญยิ่งต้องการสมาธิและไม่มีเสียงรบกวน มีแสงกำลังดี มีบรรยากาศผ่อนคลายเช่น มีต้นไม้เล็กๆ ไว้พักสายตา

เครื่องใช้สำนักงานพื้นฐาน ได้แก่ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ ควรเลือกที่ทำให้นั่งทำงานสบาย ไม่ปวดเมื่อยหลังหรือเข่า คอมพิวเตอร์เครื่องพิมพ์เครื่องแฟกซ์เครื่องสแกนซึ่งเดี๋ยวนี้มีครบในหนึ่งเครื่อง อินเตอร์เนต มีระบบไฟฟ้าและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่มีมาตรฐานมีความปลอดภัย ในส่วนนี้ควรได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาจากหน่วยงาน

เวลาทำงาน ต้องกำหนดเวลาทำงานให้กับตัวเองและต้องมีความรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และอื่นๆ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างงานและคุณภาพชีวิต ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน เช่นมีงานเร่งด่วน แต่ถ้าทำงานที่มีสาขาทั่วโลกอาจไม่สามารถกำหนดชั่วโมงการทำงานที่แน่นอนได้ นอกจากเมื่อพักร้อนก็ตัดการติดต่อกับที่ทำงานได้เลย

การติดต่อสื่อสาร ควรจะแยกเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ส่วนตัวกับเบอร์โทรศัพท์เรื่องธุรกิจการงาน หากเป็นไปได้คอมพิวเตอร์ด้วย

ทำงานที่บ้านอย่างน้อยที่สุดควรมี โต๊ะ เก้าอี้ โนต๊บุค ตู้หรือลิ้นชักเก็บเอกสาร ที่ทำลายเอกสาร (ถังขยะ) ปฏิทิน และความรับผิดชอบ อย่านึกว่าอยู่ที่บ้านเจ้านายจะไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนและทำอะไร เดี๋ยวนี้คุณอยู่ที่ไหนทำอะไรเขาตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่เขาดูจากผลลัพธ์ของงาน

ถึงแม้ว่า จะทำงานที่บ้าน แต่การพบปะพูดคุย ปรึกษาหารือ ประชุมกันก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น สัมพันธภาพและความเข้าใจกันจะมีเพิ่มมากกว่าการติดต่อแบบไม่เจอตัว มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการสังสรรค์

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เงินๆทองๆ (NEST EGG)

เงินๆทองๆ(NEST EGG)

ช่วงนี้มีข่าวคนฆ่าตัวตายหนีหนี้กันแทบทุกวัน และเมื่อมีคนมาถามเรื่องการเล่นหุ้น การเก็บเงิน การลงทุน ทำให้มานั่งมาทบทวนเรื่องการจัดการเรื่องเงินๆทองๆ บอกตามตรงเป็นคนไม่มีแผนทางการเงินที่ดีนัก แต่ตั้งแต่จำความได้เมื่อทำงานได้เงินครั้งแรกในชีวิต คือเมื่อตอนประมาณช่วงปิดเทอม  ป.7 กำลังเริ่มเกเรพ่อเอาไปฝากทำงานในโรงงานใกล้บ้าน ที่โรงงานคนงานที่ทำงานมีหลายแบบ กลุ่มคนงานเด็กมาจากหมู่บ้านต่างจังหวัดที่พ่อแม่ได้เงินก้อนใหญ่ไปแล้ว เด็กก็มาทำงานและกินอยู่ที่บ้านเจ้าของโรงงาน กลุ่มคนงานอิสระที่บ้านอยู่แถวโรงงาน รายได้คิดจากปริมาณงานที่ทำได้ ทำงานอาทิตย์ละ 6 วันทุกวันเสาร์ต้องล้างส้วมและทำความสะอาดโรงงาน ถึงแม้จะเป็นเด็กฝากก็ต้องทำงานเหมือนคนงานอื่นๆ ล้างส้วมครั้งแรกในชีวิตอยู่บ้านไม่เคยทำอะไรมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว แต่ก็ได้รับความเอ็นดูจากเจ๊หัวหน้าคนงาน เจ๊เป็นลูกคนจีนที่ขยันและเป็นต้นแบบที่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการคนและงาน การที่พ่อส่งไปทำงานที่นี่ทำให้พบว่า เราเป็นเด็กที่มีโอกาสกว่าเด็กที่มาจากต่างจังหวัดซึ่งต้องทำงานหนักและเงินเดือนน้อย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมีความมานะในการเรียนมากขึ้น เงินที่ได้เดือนแรกจำได้ว่า เอาไปซื้อตุ้มหูทองคำน่าจะหนึ่งสลึง เวลาทำงานเก็บเงินได้ก็จะเอาไปซื้อทองฝากแม่ไว้ ทุกปีเมื่อหยุดเทอมใหญ่ไปทำงานที่โรงงานนี้ทุกปี จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย

การเก็บเงินในช่วงแรกของการทำงานเป็นการซื้อทอง และเมื่อต้องการใช้เงินเช่น ซื้อบ้านใหม่ ซ่อมบ้าน ซื้อหรือซ่อมรถ ก็จะขายทอง ส่วนตัวคิดว่าการซื้อบ้านเป็นการเก็บเงิน การผ่อนบ้านไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ควรผ่อนให้หมดเร็วที่สุดเพื่อลดภาระหนี้ ของใช้ของตกแต่งภายในบ้านควรใช้ของดีทนทาน เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้จริงพบว่าดีมากโดยเฉพาะเมื่อเกิดน้ำท่วมเฟอร์นิเจอร์ใหญ่จะเห็นได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ไม้ยังคงอยู่ โดยเฉพาะไม้สักปลวกก็ไม่กินเนื้อไม้ได้ กินแต่หนังสือ ไม้นี้คิดว่าน่าจะเก็บได้เป็นร้อยปี ยิ่งเก่ายิ่งสวย โชคดีที่ชอบซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก การซื้อรถไม่ใช่การลงทุน เป็นของที่ซื้อเพื่อใช้สอยดังนั้นไม่ควรซื้อรถที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น ไม่ต้องแต่งเติมเกินความจำเป็น เอาแค่มีล้อและองค์ประกอบพื้นฐาน ราคาเหมาะสมหาที่ซ่อมและอะไหล่ง่าย เสียที่ไหนก็มีคนซ่อมเป็น ใช้ซัก 8 ปีก็ซื้อใหม่

เก็บเงินในออมทรัพย์เท่าที่ต้องใช้สอยและมีใช้จ่ายเมื่อยามจำเป็นเร่งด่วน เช่น หากป่วยไข้ไม่สบาย ต้องซ่อมรถ ซ่อมบ้าน เป็นต้น 

เงินส่วนหนึ่งที่เป็นเงินเย็น ให้เงินไปทำงานโดยการลงทุน แต่ต้องย้ำด้วยว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงมากจนอาจหมดตัว เงินที่จะลงทุนจำนวนนี้ควรเป็นเงินที่เป็นส่วนนอกเหนือจากที่ซื้อทองและมีบ้านและรถแล้ว ห้ามกู้มาลงทุนเด็ดขาด การลงทุนต้องทำหลายๆแบบ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อทอง ซื้อกองทุน ซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซื้อหุ้น 

ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากต้อง ดูสภาพการณ์ของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทั้งในระดับประเทศและสากล รวมทั้งการปล่อยข่าวต่างๆ ต้องจับลู่ทางว่าตอนนี้เขาฮิตอะไรกัน นโยบายรัฐบาลว่าอย่างไร  บริษัทนั้นมีแนวโน้มว่าจะเจ๊งหรือว่าเติบโต มีปันผลไหม มีเดือนอะไร และต้องบันทึกรายได้จากการลงทุน

ไม่โลภและอย่าเชื่อใครว่า เขาจะทำให้เงินเราโต การลงทุนต้องลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือธนาคารที่มีความมั่นคง ไม่ใช่จากบุคคล

เมื่อประเมินว่า เราต้องเสียภาษีในแต่ละปีเท่าไหร่ จะทำอะไรที่นำมาลดหย่อนภาษีได้บ้างก็ทำไป  การทำประกันสะสมทรัพย์ทำได้นิดหน่อยทำเพื่อลดหย่อนภาษี ก่อนทำควรประเมินก่อนว่าเรามีปัญญาส่งให้ครบไหม ไม่ควรทำระยะยาว เพราะหากสถานะรายได้เปลี่ยนแปลงเราส่งประกันไม่ไหวและต้องยกเลิกการคันจะเสียประโยชน์

ต้องยึดในหลักการไม่ยืมเงินใคร โดยเฉพาะเงินกู้นอกระบบ พวกลิสซิ่ง ไม่รูดบัตร หรือใช้เงินโดยไม่คิด

ไม่ให้ใครยืมเงิน ไม่ไปค้ำประกันให้ใคร รักกันแค่ไหน เรื่องเหล่านี้จะทำให้เราเสียเพื่อน เสียความรู้สึก และเสียใจ
ภายหลัง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เพราะเวลาที่เดือดร้อนไม่มีใครช่วยเราหรอก

ไม่ต้องรวยมาก แค่มีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ ไม่เป็นหนี้ใคร ไม่ให้ใครเป็นหนี้เรา

หลักการเหล่านี้บางคนอาจว่า ว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ใช่เห็นแก่ตัวเพราะไม่อยากให้ตัวเองเดือดร้อนจ้า
*********************************************************************************
  
  

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

Working Age ช่วงวัยทำงาน


ช่วงวัยทำงาน (Working Age)
ช่วงชีวิตที่ยาวที่สุดของคนเราน่าจะเป็น ช่วงวัยทำงาน เริ่มตั้งแต่จบปริญญาตรีที่อายุประมาณ 20 - 60 ปี  = 40 ปี  เลยทีเดียว หากไม่ได้เรียนต่อปริญญาโท/เอก   กว่าเราจะผ่านมันไปได้    ให้ชีวิตเราดี   มันเป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายสำหรับคนๆหนึ่ง  สิ่งที่เรามักจะเจอบ่อยๆ ก็คือ ปัญหาการทำงาน โดยเฉพาะกับบุคคลรอบข้าง

เหนือตัวเรา คือ หัวหน้างาน ซึ่งแต่ละคน ที่ได้เจอก็มีลักษณะ นิสัย เป้าหมายในการทำงานและความชำนาญไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ทำงานที่มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้างานบ่อยมาก ใน 40 ปีน่ามีหัวหน้ามาแล้วมากกว่า 20 คน ดังนั้นเราเองต้องปรับตัวให้เข้ากับหัวหน้างานให้ได้ (ไม่ใช่ด้วยวิธีการประจบสอพลอ) เวลาทำงานให้คิดถึงความสำเร็จของงานเป็นอันดับแรกมากกว่าการเอาอกเอาใจหัวหน้า ให้จำไว้ว่าความสำเร็จของงานที่เราทำเป็นผลงานของเราและองค์กร หัวหน้าเป็นคนรับผลบุญจากเรา หัวหน้าบางคนที่ชอบใช้วาจาเหน็บแนม สอนงานไม่ได้ กรรโชกด้วยกิริยา ใช้วาจาและน้ำเสียงแหนบแนม อาจเป็นบุคลิกภาพของเขา คนแบบนี้มีปม น่าสงสาร ต้องเมตตาเขา ถ้าเขาทำได้คงไม่ต้องใช้เรา เราเก่งกว่าเขาเยอะเพราะเราทำได้และทำได้ดีใครๆก็รู้งานที่ทำเสร็จคือใครทำ เพียงแต่เปิดโอกาสให้ตัวเราเอง ได้แสดงศักยภาพโดยการพูดและเขียนรายงานงานที่เราทำ และให้หัวหน้าเหนือขึ้นไปรับทราบถึงผลงานเรา ทำอะไรก็โฆษณาตัวเองด้วย

สำหรับเพื่อนร่วมงาน หากเจอพวกไม่ช่วย แต่ชอบเนียนๆทำเป็นว่าร่วมทำด้วย ถ้าไม่ช่วยก็อย่าให้เขารู้ว่าเราทำอะไร อย่างไร ถ้าจะให้รู้ก็ตอนประชุม พร้อมๆกับคนอื่น หัวหน้าจะได้รู้ว่าเราทำคนเดียว อีเมล์แจ้งผลงานเมื่อทำเสร็จโดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานดึกๆดื่นๆ ให้เขารู้กันบ้าง

เมื่อต้องทำงานที่ยาก ไม่มีพี่เลี้ยง ทำงานอยู่คนเดียว ไม่มีคนช่วย มีแต่คนมาถามว่าเสร็จเมื่อไหร่
เป็นเรื่องปกติที่คนไหนทำงานได้ก็จะโดนใช้งานตลอด โดยเฉพาะงานยากๆ งานใหม่ๆ ที่ไม่มีใครอยากทำ
ให้คิดบวกว่าเราเป็นคนเก่ง และคิดว่าทุกงานเป็นการสร้างเสริมศักยภาพให้ตัวเราเอง เป็นการฝึกฝนตัวตน

สิ่งที่ต้องการในชีวิตคือ Work life balance ดังนั้นคิดจะเปลี่ยนงาน งานในฝัน คือ งานไม่กดดัน ไม่เครียด หัวหน้างานดี ก็บอกแล้วว่าเป็นงานในฝันจริงๆ ไม่มีหรอกที่จะดีอย่างนี้ ทุกงาน ทุกหน่วยงาน มีแรงกดดัน อุปสรรค อยู่ที่เราจะทน จะปรับตัวไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ต้องขยับขยาย มี 2 ทางเลือก อยู่กับย้าย

การประคับประคองชีวิต ให้ดำรงอยู่วัยทำงานของตัวเราเอง เวลาเกิดความเครียด แบบ 360 องศา ทั้งเรื่องงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว (ลูก ผัว พ่อแม่พี่น้อง) เงินทอง
1. บางทีเราก็ต้องลองไปสอดส่องชีวิตคนที่ลำบากกว่าเราบ้าง เช่นไปเปิดท้ายขายของ แล้วมองคนรอบข้าง คนซื้อ คนขาย จะพบว่า มีคนมากมายที่ลำบาก ยากจนกล่าวเรา มีภาระและความทุกข์มากกว่าเรา เรานี้ดีกว่าเขามากนัก มีงานทำ มีเงินเดือน มีคนที่เรารักและเขารักเรา
2. ไปหาสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เช่น ไปเรียนวิชาชีพ วาดรูป ทำอาหาร ได้พบเพื่อนใหม่ ไปเรียน ป.โท ป.เอก
3. หาเวลาพักผ่อน เช่น ไปเที่ยว กินของดีๆ
4. นึกถึงคนที่เรารักและเขารักเรา
5. เตรียมตัวขยับขยาย
5.1 มัธยัสถ์ อดออม ระหว่างที่มีงานทำให้เก็บเงินไว้ด้วยในหลายๆแบบ ผ่อนบ้านผ่อนคอนโด ซื้อทอง ซื้อกองทุน ซื้อสลากออมทรัพย์ ซื้อประกันสะสมทรัพย์ ตามรายได้ที่เรามีส่วนหนึ่งไว้หักภาษี ส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้เมื่อขัดสน
ไม่เล่นการพนัน เล่นหวย หรือซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะรวยยาก ไม่ค้ำประกันใคร ไม่ให้ใครยืมเงิน ไม่ยืมเงินใคร ไม่หลงเชื่อพวกที่โทรศัพท์มาแล้วบอกว่าคุณคือคนพิเศษ (ที่เราจะเอาเงินจากคุณ)
5.2 หาความรู้ สะสมประสบการณ์จากการทำงาน สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง
5.3 หางาน – โยกย้าย เรียนต่อ หรือหางานใหม่เลย หากรู้ว่าอยู่ไม่ได้แน่ๆให้เตรียมตัวหางานใหม่ ไม่ต้องรีบลาออก อาจไปเรียนต่อในวิชาที่เราสนใจเราอาจจะได้พบช่องทางใหม่ๆ




บทความใหม่

ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้าน Home Use Test

ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้าน Home Use Test ปัจจุบันนี้ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้านมีใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถอำนวยความสะดวกให้เราได้ตรวจโรค...

บทความแนะนำ