CRC Café : Emergency research
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Emergency research แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Emergency research แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563

HYDROXYCHLOROQUINE: RECOVERY

 

hydroxychloroquine: RECOVERY 5 June 2020 

การวิจัยยาไฮดรอกซีคลอโรควินในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19: โครงการ RECOVERY 

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ศาสตราจารย์ Peter Horby และ ศาสตราจารย์ Martin Landray  ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย RECOVERY ได้นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นการวิจัยยา Hydroxychloroquine ในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งเป็นการวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์ (Emergency research) ที่ต้องดำเนินการอย่างทันท่วงทีที่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด-19  มีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการประมาณ 11, 000 ราย ทำใน 175 โรงพยาบาลของสหราชอาณาจักร

เมื่อวันที่  มิถุนายน Independent Data Monitoring Committee คณะกรรมการอิสระได้ทำการทบทวนผลการวิจัยและตัดสินใจให้หยุดรับอาสาสมัครเพื่อวิจัยยาในกลุ่ม Hydroxychloroquine ในโครงการ RECOVERY เพราะผลการวิจัยพบว่า

ผู้ป่วยจำนวน 1542 รายที่สุ่มเข้ากลุ่มใช้ยาวิจัย hydroxychloroquine เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วย 3132 รายที่ได้รับการดูแลรักษาตามอาการที่เป็นมาตรฐานการรักษาปกติ ที่จุดสิ้นสุดการวิจัยเบื้องต้นคือการเสียชีวิตที่วันที่ 28 พบว่า มีการเสียชีวิต 25.7% ในกลุ่มใช้ยาวิจัย hydroxychloroquine และ 23.5% ในกลุ่มการรักษาแบบมาตรฐานปกติ (Hazard ratio 1.11, 95% Confidence interval, p=0.10) ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยาวิจัย hydroxychloroquineไม่ได้ลดอัตราการตายของผู้ป่วยโรคโควิด-19ที่นอนโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับการรักษาตามอาการที่เป็นมาตรฐานปกติโดยไม่มีการใช้ยารักษาเพิ่มเติม  รายละเอียดผลการวิจัยจะนำเสนอในลำดับต่อไป

ถึงแม้ผลการวิจัยนี้จะทำให้ผิดหวัง แต่ก็ทำให้นักวิจัยได้ทราบและรีบไปศึกษายาในกลุ่มอื่น ที่จะให้ผลการรักษาที่ดีกว่านี้

ขณะนี้การวิจัย RECOVERY สุ่มการรักษาผู้ป่วยมากกว่า 11,000 ราย ให้ได้รับการรักษา

กลุ่มที่ 1 การรักษาตามอาการซึ่งเป็นมาตรฐานปกติ ไม่มีการใช้ยาเพิ่มเติม

กลุ่มที่ 2 lopinavir / ritonavir ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV

กลุ่มที่ 3 low dose dexamethasone ซึ่งเป็นกลุ่มยาสเตียรอยด์ที่สามารถช่วยลดการอับเสบ

กลุ่มที่ 4 hydroxychloroquine ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรีย กลุ่มนี้จะหยุดรับอาสาสมัคร ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2563 ตามคำแนะนำของคณะกรรมการฯ

กลุ่มที่ 5 azithromycin ซึ่งเป็นยาปฎิชีวนะชนิดหนึ่ง

กลุ่มที่ 6 Tocilizumab  ยาฉีดต้านการอักเสบ

กลุ่มที่ 7 Convalescent plasma การให้พลาสม่าที่มีภูมิคุ้มกันโรคโควิค-19ที่ได้จากของผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 

Reference:

https://www.recoverytrial.net/news/statement-from-the-chief-investigators-of-the-randomised-evaluation-of-covid-19-therapy-recovery-trial-on-hydroxychloroquine-5-june-2020-no-clinical-benefit-from-use-of-hydroxychloroquine-in-hospitalised-patients-with-covid-19?fbclid=IwAR3TCNwlXKVDxZypEgtSIoqPl1HJetJV3yforQz9vtP0yaGn4naySWzV8_g 

หากท่านสนใจความก้าวหน้าของการวิจัยRECOVERYสามารถสืบค้นได้ที่ https://www.recoverytrial.net/

ข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐ ได้ประกาศยกเลิกการอนุมัติการใช้ยาในภาวะวิกฤตจากการระบาดของโรคโควิด-19ของยาไฮดรอกซีคลอโรควินในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากยานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากมาย โดยปราศจากประโยชน์จากการใช้ยา ยกเว้นที่เป็นการวิจัยทางคลินิกยังคงทำได้ต่อไป 

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

RECOVERY TRIAL:COVID-19


Recovery trial: Randomised Evaluation of COVID-19 Therapy
การศึกษาแบบสุ่มเพื่อประเมินการรักษาโรคโควิด-19

ในขณะที่กำลังมีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดในคนชนิดใหม่ เรายังขาดความรู้ถึงลักษณะโรคและการรักษาที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องทำการวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์เพื่อต้องการความรู้สำหรับการรักษาผู้ป่วยปัจจุบันและอนาคต เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มโครงการวิจัยยารักษาโรคโควิด-19ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในโรงพยาบาลทั่วประเทศซึ่งเป็น Emergency Research จำนวน 3 โครงการ เพื่อประเมินผลการรักษาโรคโควิด-19 คือ
1. PRINCIPLE: Evaluating Potential Treatments for COVID-19 Infection in Older People https://www.phctrials.ox.ac.uk/principle-trial
2.    Recovery: Randomised Evaluation of COVID-19 Therapy https://www.recoverytrial.net/
3. REMAP-CAP: A randomized, Embedded, Multifactorial, Adaptive Platform Trial for Community-Acquired Pneumonia https://www.remapcap.org/

โครงการ Recovery TRIAL เป็นการศึกษาหายาที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โครงการนี้รับอาสาสมัครทั้งชายและหญิง ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโควิด-19 คือ 1. มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ร่วมกับไข้และปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นโรคทางเดินหายใจร่วมกับการไอและหายใจตื้นๆ 2. ภาพถ่ายเอกซ์เรย์พบ consolidation หรือ ground-glass shadowing 3. ไม่น่าเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัวใจล้มเหลว เป็นต้น ทั้งนี้การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษา รวมทั้งแพทย์ผู้รักษามีความเห็นว่าอาสาสมัครไม่มีประวัติทางการแพทย์ที่จะเกิดอันตรายหากเข้าร่วมโครงการ

เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือและคำตอบที่รวดเร็วภายในเดือนมิถุนายน 2563 โครงการนี้จึงต้องการรับอาสาสมัครจำนวนมาก ขณะนี้มี 167 สถานที่วิจัยเข้าร่วมโครงการ มีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการในขณะเขียนบทความนี้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 จำนวน 5264 รายและยังคงมีการรับอาสาสมัครอยู่

เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีภาระงานมาก รูปแบบการวิจัยจึงเป็นแบบง่ายๆทั้งในเรื่องการขอความยินยอมและการเก็บข้อมูล แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้ขอความยินยอมจากอาสาสมัครหรือตัวแทนตามกฎหมาย แล้วเก็บไว้ในซอง หลังจากนั้น 7 วัน ผู้ประสานงานวิจัยจะตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ เนื่องจากเราคาดว่าไวรัสโควิด-19 จะติดอยู่ที่เอกสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่กี่วัน ตามคำแนะนำของหน่วยควบคุมโรคติดเชื้อที่คิดว่า 7 วันน่าจะเหมาะสม

หอผู้ป่วยที่รับผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะมีกล่องบรรจุเอกสารที่จำเป็นของโครงการ RECOVERY ได้แก่ เอกสารบันทึกการอบรม สไลด์ เอกสารโครงร่างการวิจัย เอกสารแนะนำอาสาสมัครและใบยินยอม เบอร์โทรศัพท์ติดต่อทีมวิจัยหลัก และจะมียาวิจัยเก็บไว้ให้ในที่ที่ปลอดภัย จะมีผู้ประสานงานวิจัยมาที่หอผู้ป่วยวันละ 2 ครั้ง ตรวจเช็คจำนวนยาวิจัยและเติมให้เต็มทุกวัน คอยมาดูว่ามีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจหรือไม่ ผลทางห้องปฏิบัติการเป็นอย่างไร หากพบว่าผลการตรวจโรคโควิด-19เป็นบวกจะแจ้งให้ทีมวิจัยหลักทราบทันที พยาบาลวิจัยจะจ่ายยาวิจัยตามคำสั่งของแพทย์และติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (SAE) ทุกวัน 

การสุ่มแบบไม่มีการปกปิดทำง่ายๆทางอินเตอร์เนตซึ่งสามารถพิมพ์หรือdownloadเก็บมาได้ ผู้ป่วยจะถูกสุ่มให้เข้ากลุ่มต่างๆ 5 กลุ่ม ในสัดส่วน 2:1 ระหว่างกลุ่มที่ได้การรักษาตามมาตรฐานปกติซึ่งเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มีการให้ยารักษาโรคโควิด จำนวนประมาณ 2000 คน กับกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาชนิดต่างๆตามแต่ที่โรงพยาบาลนั้นๆจะมี กลุ่มละ 500-900 คน ในสัดส่วน 2:1 หรือ 2:1:1 หรือ 2:1:1:1 ได้แก่
กลุ่มที่ 1 การรักษาตามมาตรฐานปกติ ไม่มีการใช้ยารักษาเพิ่มเติม    
กลุ่มที่ 2 lopinavir / ritonavir ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV
กลุ่มที่ 3 low dose dexamethasone ซึ่งเป็นกลุ่มยาสเตียรอยด์ที่สามารถช่วยลดการอับเสบ
กลุ่มที่ 4 hydroxychloroquine ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรีย
กลุ่มที่ 5 azithromycin ซึ่งเป็นยาปฎิชีวนะชนิดหนึ่ง

ชนิดของยาวิจัยอาจมีการปรับเปลี่ยน เพิ่มหริอลด เมื่อมีข้อมูลเพียงพอและทีมวิจัยเห็นชอบร่วมกัน

การเก็บข้อมูลทำโดยแพทย์ผู้รักษาหรือผู้ได้รับมอบหมาย ข้อมูลที่บันทึกได้แก่ กลุ่มที่สุ่มได้ อายุ เพศ โรคที่เกิดร่วมกัน การตั้งครรภ์ วันเริ่มป่วยด้วยโรคโควิด-19และระดับความรุนแรง วันที่รับการรักษาในโรงพยาบาลและข้อห้ามใดที่เกี่ยวกับการรักษา

หลังจากนั้นก็เก็บข้อมูลติดตามอีกเพียงครั้งเดียวในวันที่เสียชีวิต หรือวันที่ออกจากโรงพยาบาล หรือวันที่ 28 หลังการสุ่มแล้วแต่ว่าวันไหนจะเกิดก่อน โดยการพบกับอาสาสมัคร หรือโทรศัพท์คุยกัน หรืออีเมล์ หรือจากการทบทวนเอกสาร/ฐานข้อมูลทางการแพทย์ก็ได้ จะมีระบบการเตือนหากไม่มีการบันทึกข้อมูลวันติดตามในวันที่ 28 หลังการสุ่ม

หากมีSuspected Unexpected Serious Adverse Reactions (SUSARs) ที่เกิดจากยาที่ใช้รักษา ได้แก่ Stevens-Johnson syndrome, anaphylaxis, aplastic anemia เป็นต้น ให้รายงานทันที

ไม่มีการบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เพราะสามารถสืบค้นได้จากบันทึกทางการแพทย์ของอาสาสมัคร

จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นประจำสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะได้รู้ถึงผลการรักษาแต่ละกลุ่มอย่างรวดเร็วและสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยได้ทันท่วงที ทั้งนี้อาจมีการหยุดยาและเริ่มต้นรักษาด้วยยาชนิดใหม่หากมีหลักฐานเพียงพอ ทีมวิจัยจะทบทวนข้อมูลยาชนิดอื่นๆและเพิ่มชนิดยาที่ใช้รักษาในอนาคต

ผลลัพธ์หลักที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษานี้ได้ผลคือ การตาย การออกจากโรงพยาบาล ความต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจ และความต้องการการบำบัดเพื่อทดแทนการทำงานของไต จะทำการวิเคราะห์ผลวันที่ 28 หลังการสุ่มซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาที่ศึกษา ทำการวิเคราะห์ผลลัพธ์ระยะยาวเพิ่มเติมโดยการทบทวนบันทึกเอกสารหรือฐานข้อมูลทางการแพทย์ขอผู้ป่วย

โครงการนี้จะมี Independent Data Monitoring Committee ซึ่งเป็นคณะกรรมการอิสระคอยทบทวนกำกับดูแลการวิจัยและให้คำแนะนำแก่ทีมวิจัย

หากมีผลการวิจัยจะมานำเสนอให้ทราบต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563

Emergency Research การวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์


การวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์ (Emergency Research)

เป็นความต้องการ การบริการ การดูแลสุขภาพ แบบเร่งด่วนในภาวะวิกฤตการณ์ เพื่อตอบสนองภาวะภัยพิบัติ การระบาดของโรคติดต่อ การโจมตีด้านชีวะวัตถุและเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรืออื่นๆ

การระบาดของโรคติดต่อ ได้แก่ COVID-19, H5N1 influenza, SAES, Ebola virus disease เป็นต้น

ความท้าทายในการเผชิญหน้ากับการระบาดของโรค ความขัดแย้งระหว่างการทำวิจัยเพื่อต้องการความรู้สำหรับการรักษาผู้ป่วยในอนาคตและการดูแลรักษาผู้ป่วยปัจจุบัน ในขณะที่มีการระบาดของโรคเกิดขึ้น

การวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์เป็นเรื่องที่ต้องทำก่อนที่การระบาดจะยุติและเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบวิธีการใหม่ๆก่อนที่จะเสียโอกาสไป ต้องพยายามทำให้รวดเร็วและกำหนดวิธีการทดสอบเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้ชัดเจน เพื่อจะทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นขณะที่โรคมีการระบาดเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และแม้ว่าเป็นการทดสอบนั้นยังมิได้มีการพิสูจน์ยืนยันว่าใช้ได้ แต่ก็เป็นวิธีการที่อาจสามารถช่วยชีวิตในเวลาที่เกิดภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขที่สำคัญ

การวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์จำเป็นต้องมีการสอดประสานการดำเนินการด้านจริยธรรมและกฎระเบียบเพิ่มลดความล่าช้าในกระบวนการพิจารณา
·         การพิจารณาการวิจัยโดยทั่วไปอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งอาจช้าเกินไปไม่ทันต่อเหตุการณ์ สำหรับการวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐ (USFDA๗ ใช้เวลาในการพิจารณาโครงร่างการวิจัยโรคโควิด-19ภายใน 24 ชั่วโมง หรือใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงในการพิจารณาการร้องขอใช้ยาวิจัยเพื่อรักษาผู้ป่วยเป็นรายกรณี(Compassionate use หรือ Emergency use exemption)
·         ถึงแม้จะพิจารณาแบบเร่งด่วน แต่ยังคงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเหมือนเดิม
·         ยังคงจำเป็นต้องให้ชุมชนได้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการวิจัยเพื่อลดการตีตรา (Stigma) ความไม่สมัครใจ และลดการต่อต้านโครงการวิจัย

หลักสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และจริยธรรมของการวิจัยในภาวะวิกฤตการณ์ที่มีการระบาดโรค
·         การดำเนินการด้านจริยธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหาประโยชน์
o   การเคารพในอาสาสมัคร
o   การมีส่วนร่วมของชุมชน และ
o   การขอความยินยอมอย่างเอาใจใส่และระมัดระวัง
·         ความร่วมมือกับผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ
o   ระบุผู้วิจัยท้องถิ่นที่มีความสนใจ
o   สนับสนุนให้มีโครงสร้างการวิจัยทางคลินิก ถ้าจำเป็น
o   แบ่งปันและเผยแพร่การปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลด้านกฎระเบียบและจริยธรรม
·         ความเที่ยงตรงด้านวิทยาศาสตร์
o   ผลประโยชน์ที่เป็นไปได้
o   ความเหมาะสมของรูปแบบการวิจัย โดยผลที่ได้จากการวิจัยเป็นที่น่าเชื่อถือ (Solid Endpoint) และ Intent to treat analysis
·         การพิจารณาอย่างเป็นอิสระและการกำกับดูแลทางด้านวิทยาวิทยาศาสตร์
·         มีการกำกับดูแลอย่างละเอียดระมัดระวังโดย คณะกรรมการกำกับดูแลข้อมูลอิสระ ที่มีความรู้ความชำนาญและเป็นอิสระ
·         ความโปร่งใส  พร้อมที่จะเผยแพร่ข้อมูลกับผู้ร่วมดำเนินการและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
คำแนะนำสำหรับคณะกรรมการเฉพาะกิจโดย WHO ในการทดสอบสิ่งที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ยืนยันว่าใช้ได้ในภาวะวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุข
1.    มีข้อกำหนดสำหรับการดำเนินการในสภาวการณ์พิเศษ
2.    มีข้อกำหนดสำหรับการทดสอบสิ่งที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ยืนยันว่าใช้ได้
3.    มีจุดมุ่งหมายการวิจัยเชิงทดลองในแง่ของบุคคลกับสิ่งที่สนใจร่วมกัน
4.    สถานที่ออกแบบการวิจัย
5.    ความหมายที่แน่ชัดของการดำเนินการทดสอบสิ่งที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ยืนยันว่าใช้ได้ในภาวะวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุข
ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาจริยธรรมการวิจัยในภาวะภัยพิบัติ ตัวอย่างเช่น ความพยายามในการหายารักษาโรคอีโบลา (Ebola) ในช่วงที่มีการระบาด 2014 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีวิธีการใดที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลดีและมีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นยาที่ใช้รักษา หรือวัคซีนที่จะใช้ป้องกันได้
คณะกรรมการจริยธรรมเพื่อการวิจัยด้านสุขภาพแห่งประเทศกินี ได้ดำเนินงาน ดังนี้
มีช่องทางเร่งด่วน หรือเมื่อได้รับการร้องขอ ให้มีการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
·         จัดตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ: กรรมาธิการโครงการวิจัยโรคอีโบลา
o   พิจารณาการวิจัยทางคลินิกเรื่อง คุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ และ ความเป็นไปได้ทางสังคม
·         เปลี่ยนความถี่ในการประชุม จากเดือนละ 1 ครั้ง เป็น สัปดาห์ละครั้ง
·         ให้ข้อมูลผลการพิจารณาแก่ คณะกรรมการระดับชาติ
·         มีการยื่นเสนอแบบคู่ขนาน
·         เปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้พบและปรึกษา เพื่อให้คำแนะนำและข้อคิดเห็น
·         ตัวแทนของผู้มีอำนาจมีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการระดับชาติและกรรมาธิการโครงการวิจัยโรคอีโบลา
·         ความท้าทาย
o   ความผิดพลาดในการสื่อสารในระยะต้นของการระบาดที่ยังไม่มีวิธีการรักษา Ebola ซึ่งนำไปสู่ความหวาดกลัวและการปฏิเสธจากชุมชนที่จะส่งผู้ป่วยEbolaมารับการรักษาและมาที่ศูนย์วิจัย
o   มีการโต้เถียงอภิปรายเรื่อง การสุ่มตัวอย่าง
o   มีการติดเชื้อในบุคลากรด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น
o   ปัญหาเรื่องการกำกับดูแล
·         ทางเลือกในการขอความยินยอม
o   การขอความยินยอมจากตัวแทนของอาสาสมัคร: การหาตัวแทนที่สามารถตัดสินใจได้
o   การงดเว้นการขอความยินยอมของแต่ละบุคคล
o   การขอความยินยอมย้อนหลัง จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถขอความยินยอมก่อนดำเนินการจากอาสาสมัครหรือตัวแทน  การขอความยินยอมจากอาสาสมัครหรือตัวแทน โดยเร็วเท่าที่เป็นไปได้หลังจากจะดำเนินการไปแล้ว
o   อื่นๆ : ไม่ต้องมีหัวข้อที่ไม่จำเป็น อะไร?


วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

COVID-19 Vaccine Phase 1

ความคืบหน้าการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 วัคซีน 2019-nCoV (mRNA-1273) 14 กรกฎาคม 2563

จากรายงานของThe New England Journal of Medicine ทางออนไลน์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563
ผลการวิจัยเบื้องต้นในการวิจัยระยะที่ 1  แบบเปิด ศึกษาความปลอดภัยและฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน จากปริมาณวัคซีนที่แตกต่างกัน ของวัคซีน 2019-nCoV (mRNA-1273) ในผู้ใหญ่สุขภาพดีและหญิงสุขภาพดีที่ไม่ตั้งครรภ์ อายุ 18-55 ปี ทำที่สถานที่วิจัยในซีแอตเติลและมหาวิทยาลัยเอมอรี แอตแลนตา จำนวนอาสาสมัครทั้งหมด 45 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม อาสาสมัคร 15 คนได้รับการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็มห่างกัน 28 วันในขนาดใดขนาดหนึ่ง คือ 25, 100, หรือ 250 ไมโครกรัม อาสาสมัครทุกคนได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว และ จำนวน 42 คนได้รับวัคซีน 2 ครั้งแล้ว

ต่อมาในเดือนเมษายน ได้มีการเพิ่มการรับอาสาสมัครในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีด้วย ทำให้มีอาสาสมัครทั้งหมด 120 คน

ผลการวิจัยของอาสาสมัครกลุ่มอายุ  18-55 ปี พบว่า ไม่มีการรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (ตาย อาจเสียชีวิตได้ ต้องรักษาในโรงพยาบาล พิการหรือทุพลภาพ ทารกพิการแต่กำเนิด) มากกว่าครึ่งของอาสาสมัครมีรายงานว่า มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดตามเนื้อตามตัว หรือเจ็บที่ตรงบริเวณที่ฉีดยา อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไปจะพบหลังจากฉีดเข็มที่ 2 และอาสาสมัครที่ได้ขนาดของวัคซีนสูง ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและการกระตุ้นภูมิคุ้มกันมีความแตกต่างกันตามขนาดของวัคซีนที่ให้ ดังนั้นข้อมูลนี้จะใช้ในการวางแผนการดำเนินการวิจัยในระยะที่ 2 และ 3

********************************************************************

การวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 วัคซีน 2019-nCoV (mRNA-1273)

ชื่อโครงการ การวิจัยระยะที่ 1  แบบเปิด ศึกษาความปลอดภัยและฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันจากปริมาณวัคซีนที่แตกต่างกันของวัคซีน2019-nCoV(mRNA-1273) ในผู้ใหญ่สุขภาพดี [Phase I, Open-Label, Dose-Ranging Study of the Safety and Immunogenicity of 2019-nCoV Vaccine (mRNA-1273) in Healthy Adults]
ชื่อย่อ Covid-19 vaccine

โครงการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 เริ่มดำเนินการเปิดรับสมัครอาสาสมัครคนแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 ที่ Kaiser Permanente Washington Health Research Institute (KPWHRI) ที่รัฐวอชิงตัน  ประเทศสหรัฐ โดยมีสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases :NIAID) เป็นผู้ให้ทุนวิจัย เพื่อประเมิน mRNA-1273 เป็นอนุภาคนาโนไขมันชนิดใหม่ (novel lipid nanoparticles :LNP) พบว่าช่วยกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้ดีในสัตว์ทดลองและเป็นครั้งแรกที่นำมาทดลองในคน mRNA-1273 พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์จาก NIAID มีที่  Dr.Anthony S. Fauci เป็นผู้อำนวยการ ร่วมกับ บริษัทโมเดอร์นา (ModernaTX, Inc) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาวัคซีน

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อประเมินความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน mRNA-1273 ใน 3 ขนาด (25 microgram [mcg], 100 mcg และ 250 mcg) ตามที่กำหนด 2 ครั้ง ห่างกัน 28 วัน ในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี

วัตถุประสงค์รองเพื่อประเมินฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนโดยวัดจากค่า IgG ELISA  ต่อ 2019-nCoV S protein หลังจากได้รับวัคซีน mRNA-1273 ตามกำหนด 2 เข็ม ที่วันที่ 57

รูปแบบการวิจัย แบบ Sequential Assignment เป็นการให้ยาในขนาดที่แตกต่างกัน เพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสม
เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 และคาดว่าจะเสร็จวันที่ 1 มิถุนายน 2564

การศึกษานี้เป็นการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 เป็นการวิจัยแบบไม่ปกปิด อาสาสมัครเป็นชายและหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ต้องมีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-55 ปี จำนวน 45 คน และต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อประเมินความปลอดภัย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นและ ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ของ mRNA-1273 วัคซีนในขนาดต่างๆ

อาสาสมัครจำนวน 45 คน จะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน กลุ่มที่ 1 จะได้รับฉีดวัคซีน 25 mcg, กลุ่มที่ 2 จะได้รับฉีดวัคซีน 100 mcg และ กลุ่มที่ 3 จะได้รับฉีดวัคซีน 250 mcg ตามลำดับ โดยวัคซีนจะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (intramuscular: IM) ที่กล้ามเนื้อเดลทอยด์ (deltoid muscle)ตรงหัวไหล่ เข็มที่1 ในวันที่ 1 และ เข็มที่ 2 ในวันที่ 29

อาสาสมัครต้องมานัดติดตามหลังจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ในสัปดาห์ที่ 1, 2 และ 4 (คือในวันที่ 8, 15, 29, 36, 43, และ57) และ หลังจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในเดือนที่ 3, 6 และ12 (คือในวันที่ 119, 209 และ394)

รวมแล้วอาสาสมัครต้องมาพบแพทย์วิจัยทั้งหมด 11 ครั้ง คือ นัดคัดกรอง 1 ครั้ง นัดฉีดวัคซีน 2 ครั้ง (เข็ม 1+2) และนัดติดตามอีก 8 ครั้ง
อาสาสมัคร 4 คนแรกจะได้รับวัคซีนเข็มแรกในขนาดน้อยที่สุดก่อน (25 mcg) อาสาสมัคร 4 คนต่อไปจึงจะได้ แบบ 100 mcg หลังจากดูเรื่องข้อมูลความปลอดภัยของยาว่าดีจึงให้วัคซีนกับอาสาสมัครที่เหลือต่อไปในขนาด 25 และ 100 mcg รวมทั้งก่อนที่จะได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จะมีการพิจารณาข้อมูลความปลอดภัยของยาก่อนที่จะให้กลุ่มแบบ 250 mcg




การประเมินผลลัพธ์หลัก
1.  ความถี่ของการเกิดผลข้างเคียงเฉพาะที่ ตลอดระยะเวลา 7 วันหลังการฉีดวัคซีน
2.  ความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางการแพทย์ ในกรอบเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่ 394
3.  ความถี่ของการเกิดมีโรคประจำตัวชนิดใหม่ ในกรอบเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่ 394
4.  ความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง ในกรอบเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่ 394
5.  ความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ตลอดระยะเวลา 28 วันหลังการฉีดวัคซีน
6.  ความถี่ของการเกิดผลข้างเคียงทั่วไปจากวัคซีน ตลอดระยะเวลา 7 วันหลังการฉีดวัคซีนน
7.  ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ตลอดระยะเวลา 28 วันหลังการฉีดวัคซีน
8.  ระดับความรุนแรงของผลข้างเคียงเฉพาะที่ ตลอดระยะเวลา 7 วันหลังการฉีดวัคซีน
9.  ระดับความรุนแรงของผลข้างเคียงทั่วไปจากวัคซีน ตลอดระยะเวลา 7 วันหลังการฉีดวัคซีน

การประเมินผลลัพธ์รอง
1.    ค่าเฉลี่ยทางเรขาคณิตของ IgG titerที่เพิ่มขึ้นจากค่าพื้นฐานเดิม กรอบเวลาวันที่ 1 –วันที่ 57
2.    ค่าเฉลี่ยทางเรขาคณิตtiterของAntibody วันที่ 57
3.    ร้อยละของอาสาสมัครที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างเลือดโดยมีantibody titer เพิ่มขึ้น 4 เท่าจากเดิม (Seroconversion) กรอบเวลาวันที่ 1 –วันที่ 57

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ
เกณฑ์การคัดอาสาสมัครเข้าและออกจากโครงการมีความเข้มงวดและรายละเอียดมาก เนื่องจากมีวัคซีนนี้มีข้อมูลPre-clinicน้อย เพื่อให้ได้อาสาสมัครตรงตามเป้าหมาย คือดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก และดูการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องรองลงมา
เกณฑ์คัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ
1.ให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มกิจกรรมวิจัยใดๆ       
2.เข้าใจและตกลงใจที่จะปฏิบัติตามแผนการดำเนินการวิจัยและสามารถมาตามนัดวิจัยได้ทุกครั้ง
3.ตกลงที่จะให้เก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดดำตามที่กำหนดไว้ในโครงร่างการวิจัย
4.เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ อายุ 18-55 ปี ในวันที่เข้าร่วมโครงการ
5.มีดัชนีมวลกาย 18-35 kg/m^2 .ในวันคัดกรอง
6.หญิงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ต้องตกลงที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบพื้นฐานที่ยอมรับได้
หมายเหตุ”ข้อกำหนดนี้ใช้กับหญิงที่มีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามและอยู่ในวัยเจริญพันธ์สามารถตั้งครรภ์และอุ้มท้องเด็กในครรภ์ได้ (ข้อกำหนดนี้ไม่ใช้กับอาสาสมัครที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน
หญิงที่ไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธ์ – หญิงที่หมดประจำเดือน คือ มีประวัติหมดประจำเดือนมาอย่างน้อย 1 ปี หรือมีเอกสารยืนยันว่าได้รับการผ่าตัดคุมกำเนิดแบบถาวร เช่น ตัดมดลูก, ตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง, ตัดท่อนำไข่ออก หรือการใช้ Essure® ซึ่งเป็นวัตถุขนาดเล็กสอดทางช่องคลอดเข้าไปทำให้เกิดพังพืด
งดมีเพศสัมพันธ์ 100% โดยห้ามมีการร่วมเพศแบบสอดใส่ หรือ การหลั่งภายนอก
การคุมกำเนิดพื้นฐานที่ยอมรับได้ คือ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสคนเดียวที่ทำหมันแบบถาวรมาเป็นเวลา 180 วันหรือมากกว่านั้นก่อนที่อาสาสมัครจะได้รับวัคซีนครั้งแรก ห่วงคุมกำเนิด ผลิตภัณฑ์คุมกำเนิดที่เป็นยาเม็ด/ยาฉีด/ยาฝัง ต้องใช้การคุมกำเนิดพื้นฐานที่ยอมรับได้อย่างน้อยหนึ่งชนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วันก่อนได้รับวัคซีนเข็มแรกและ เป็นเวลาอีก 60 วันหลังจากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้าย
7. หญิงวัยเจริญพันธ์ต้องมีผลตรวจการตั้งครรภ์จากปัสสาวะ หรือเลือดเป็นลบภายใน 24 ชั่วโมงก่อนได้รับวัคซีนแต่ละครั้ง
8.อาสาสมัครชายวัยเจริญพันธ์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อให้แน่ใจว่ามีการคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้หญิงที่เป็นคู่เพศสัมพันธ์จากวันที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1  จนกระทั่ง 3 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้าย
อาสาสมัครที่มีเพศสภาพเป็นชาย ซึ่งหลังวัยเจริญพันธ์และพิจารณาได้ว่าสามารถมีบุตรได้ จนกว่าจะได้รับการคุมกำเนิดแบบถาวรโดยการทำหมันแบบตัดตัดอัณฑะ หรือตัดท่อนำอสุจิออกทั้งสองข้าง
9.อาสาสมัครชายต้องตกลงที่จะงดเว้นการบริจาคอสุจิจากวันที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1  จนกระทั่ง 3 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้าย
10.อุณหภูมิทางปากน้อยกว่า 37.8 °C หรือ 100 °F
11.ชีพจรไม่เกิน 100 ครั้ง/นาที
12.ค่าความดันเลือดตัวบน 85-150 mmHg
13.การคัดกรองประเมินทางห้องปฏิบัติการ: ค่า white blood cell (WBC), hemoglobin (Hgb), platelets (PLTs), alanine transaminase (ALT), aspartate transaminase (AST), creatinine (Cr), alkaline phosphatase (ALP), total bilirubin (T. Bili), Lipase, prothrombin time (PT), and partial thromboplastin time (PTT) อยู่ภายในช่วงค่าอ้างอิงที่ยอมรับได้ของทางห้องปฏิบัติการของสถานที่วิจัย
14.ต้องตกลงที่จะให้เก็บตัวอย่างสำหรับการวิจัยขั้นที่ 2
15.ตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ

เกณฑ์การคัดออก อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ต่อไปนี้จะถูกคัดออกจากการเข้าร่วมโครงการ
1.ผลการตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวก ไม่ว่าจะเมื่อขณะคัดกรอง หรือก่อนรับวัคซีนแต่ละเข็ม
2.อาสาสมัครหญิงที่ให้นมบุตร หรือมีแผนที่ให้นมบุตรจากวันที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1  จนกระทั่ง 60 วันหลังจากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้าย
3.มีโรคประจำตัวที่แพทย์วิจัยคิดว่า ไม่สมควรเข้าร่วมโครงการ
4.รายงานด้วยตนเอง หรือมีเอกสารทางการแพทย์ ว่ามีสภาวะทางการแพทย์ หรือทางจิตที่สำคัญ
สภาวะทางการแพทย์ หรือทางจิตที่สำคัญ ไม่จำกัดแต่เพียง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น COPD หอบหืด ที่ปัจจุบันต้องรับประทานยาทุกวัน หรือ การรักษาโรคทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน เช่น หอบหืดเฉียบพลัน ใน 5 ปีที่ผ่านมา การรักษาหอบหืด: โดยการใช้ corticosteroids, leukotriene modifiers, long and short acting beta agonists, theophylline, ipratropium, biologics สูดพ่น/ทางปาก/ทางเส้นเลือดดำ
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure), cardiomyopathy, ischemic heart disease หรือมีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) ในผู้ใหญ่
ความเจ็บป่วยในระบบประสาท หรือ พัฒนาการระบบประสาท ได้แก่ ไมเกรน epilepsy, stroke, seizures ใน 3 ปีที่ผ่านมา encephalopathy, focal neurologic deficits, Guillain-Barr้ syndrome, encephalomyelitis or transverse myelitis
กำลังเป็นมะเร็ง หรือเคยได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งใน 5 ปีที่ผ่านมา ยกเว้น basal cell และ squamous cell carcinoma of the skin ที่ยินยอมให้เข้าร่วมโครงการได้
โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง รวมทั้งภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการแพ้ภูมิคุ้มกันตนเองเท่านั้น โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) แบบเฉพาะที่ หรือมีประวัติโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากสาเหตุใดๆก็ตาม
5.ที่แพทย์ผู้วิจัยพิจารณาพบว่า อาสาสมัครมีความเจ็บป่วยรุนแรง แบบไม่มีไข้หรือมีไข้ (อุณหภูมิทางปาก >38.0 °C หรือ 100.4 °F) ภายใน 7 ชั่วโมงก่อนการฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง
ความเจ็บป่วยรุนแรงที่เกือบจะหายแต่ยังคงมีอาการเล็กน้อยจะได้รับการยินยอมให้เข้าร่วมโครงการได้ หากได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ผู้วิจัย ว่า อาการที่ยังคงมีอยู่จะไม่รบกวนต่อการประเมินพารามิเตอร์ความปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในโครงร่างการวิจัย
6.ในการคัดกรองพบว่า มีผลตรวจเป็นบวกสำหรับ hepatitis B surface antigen, hepatitis C virus antibody, หรือ HIV types 1 หรือ 2 antibodies
7.เข้าร่วมวิจัยในโครงการวิจัยทดลองอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการวิจัย (ยา ชีววัตถุ อุปกรณ์เครื่องมือ) ภายใน 60 วัน หรือ 5 half-lives แล้วแต่ว่าระยะเวลาใดจะนานกว่า ก่อนที่จะได้รับการฉีดวัคซีนครั้งแรก
8.ปัจจุบันเข้าร่วมโครงการ หรือมีแผนที่จะเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกอื่นที่เกี่ยวข้องกับสารที่ใช้ในการวิจัย (ไม่ว่าจะเป็น ยา วัคซีน ชีววัตถุ เครื่องมืออุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์จากเลือด หรือ ยารักษาอื่นๆ) ที่จะได้รับระหว่างช่วงเวลาที่เข้าร่วมวิจัยนี้ (เป็นเวลา 13 เดือนหลังจากฉีดวัคซีนครั้งแรก)
9.เคยเข้าร่วมโครงการวิจัยยาใหม่ที่เกี่ยวข้องกับlipid nanoparticles (LNPs) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัคซีนในโครงการนี้
10.มีประวัติภาวะภูมิแพ้ไวเกิน หรือมีปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรง (ได้แก่ anaphylaxis, generalized
urticaria, angioedema, other significant reaction) ต่อวัคซีนที่ขึ้นทะเบียน หรือยังไม่ขึ้นทะเบียน
11.ใช้ยาที่ทำให้กดภูมิคุ้มกันติดต่อเป็นประจำเป็นเวลานาน (ติดต่อกันมากกว่า 14 วัน) รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง systemic corticosteroids เกินกว่า 10 mg/day of prednisone equivalent, allergy injections, immunoglobulin, interferon, immunomodulators, cytotoxic
drugs, หรือยาที่คล้ายกัน มีพิษคล้ายกัน ในช่วง 6 เดือนก่อนได้รับวัคซีน (Day 1). อนุญาตให้ใช้ยาสเตียรอยด์ ชนิดทา ป้ายตา สูดดม และ ชนิดพ่นจมูก ได้
12.ได้รับ immunoglobulin และ/หรือ เลือด หรือ ผลิตภัณฑ์จากเลือด ภายในช่วง 4 เดือนก่อนได้รับวัคซีนครั้งแรก หรือเวลาใดๆขณะอยู่ในโครงการ
13.มีความผิดปกติของเลือด หรือ ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เป็นอย่างมาก
14.เป็นโรคตับเรื้อรัง รวมทั้งไขมันพอกตับ
15.มีประวัติติดเหล้า หรือใช้ยาเสพติดอื่นๆ รวมทั้งกัญชา ภายในช่วง 6 เดือนก่อนได้รับวัคซีนครั้งแรก
16.มีผลตรวจหาสารเพสติดเป็นบวกที่การคัดกรอง หรือ ก่อนได้รับวัคซีนครั้งแรก หากตรวจพบกัญชาเพียงอย่างเดียวอนุญาตให้เข้าร่วมโครงการได้
17.มีศิลปะบนร่างกาย เช่น การสักที่ผิวหนัง tattoo ที่รบกวนการสังเกตปฏิกิริยาเฉพาะที่บริเวณรอยที่ฉีดยา (บริเวณกล้ามเนื้อเดลทอยด์ที่หัวไหล่)
18.ได้รับ หรือวางแผนที่จะได้รับวัคซีนเชื้อเป็นที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ภายใน 4 สัปดาห์ก่อน หรือหลังได้รับวัคซีนแต่ละครั้ง
19. ได้รับ หรือวางแผนที่จะได้รับวัคซีนเชื้อตายที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ภายใน 2 สัปดาห์ก่อน หรือหลังได้รับวัคซีนแต่ละครั้ง
20.ได้รับ 2019-nCoV หรือ รับการทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาที่เวลาใดๆก่อน หรือขณะเข้าร่วมโครงการ
21.รู้ว่าติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ2019-nCoV ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนได้รับวัคซีน
22.เดินทางไปประเทศจีน ภายใน 30 วันก่อนได้รับวัคซีนครั้งแรก
23.รับประทานยาที่ซื้อจากร้านขายยา ภายใน 7 วันก่อนได้รับวัคซีน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากแพทย์วิจัย
24.อาสาสมัครตกลงที่จะงดเว้นการบริจาคเลือด หรือพลาสมาในระหว่างเข้าร่วมโครงการ
25.มีแผนการที่จะเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐ (พื้นที่ในทวีปสหรัฐ ฮาวายและอลาสก้า) นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 28 หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

บทความใหม่

ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้าน Home Use Test

ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้าน Home Use Test ปัจจุบันนี้ชุดตรวจโรคด้วยตัวเองที่บ้านมีใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถอำนวยความสะดวกให้เราได้ตรวจโรค...

บทความแนะนำ